รวมเรื่องเล่าผีน่ากลัวๆ 

0
88
รายการ ผี

รายการ ผี

รายการ ผี – รายการโทรทัศน์ในยุคสมัยนี้ มีหลากหลายรายการให้เลือกชมมากมาย แต่รายการที่ตื้นเต้นชวนขนหัวลุกนี่เรายกให้รายการ คนอวดผีเลย น่ากลัวสุดๆ ใครที่ชอบความตื้นเต้นเรื่องลี้ลับอย่าพลาด รายการนี้สนุกจริงๆ

คนอวดผี เป็นรายการที่นำเสนอในเรื่องราวของสิ่งเหนือธรรมชาติ ผีวิญญาณ และเรื่องราวชีวิตหลังความตาย ผลิตรายการโดย บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) โดยแรกเริ่มนั้นเคยออกอากาศทุกวันพุธ เวลา 23:00 – 00:55 น. ทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 และต่อมาปี พ.ศ. 2555 ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ปัจจุบันออกอากาศทางช่องเวิร์คพอยท์ หมายเลข 23 เวลา 22:00 – 23:30 น.

แต่ยุคสมัยนี้การจะฟังเรื่องผี เรื่องชวนขนหัวลุก เราก็สามารถฟังได้จากรายการในยูทูปได้แล้ว สะดวกจริงๆ จะอยู่ที่ไหนก็สามารถฟังได้ตลอด ทั้งรายการสดและฟังย้อนหลัง ว่าแต่ว่ามีรายการอะไรบ้างที่น่าฟัง ไปดูกันเลย

1.the shock เป็นรายการที่อยู่มานาน รวมเรื่องเล่าผีมากมาย ประสบการณ์จากการเข้าพักในโรงแรมที่ต่างๆแล้วเจอสิ่งลี้ลับบ้าง หรือเรื่องแปลกที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ โดยมีหลายเรื่องจากประสบการณ์จริงของคนทั่วไป ใครที่เจอประสบการณ์แปลกๆก็จะโทรมาเล่าสู่กันฟัง ทำเอาคนฟังขนลุกกันเป็นแถว เรื่องที่น่ากลัวๆ ที่เราจะแนะนำเลยก็คือ 

คนกินผี หลอน-สะอิดสะเอียน-ผิดศีลธรรม

ไม่น่าหยิบมาเลย -ไสยศาสตร์ 

ศพเดินดิน- น่ากลัว เรื่องราวจากชนบท

ยายไอ้แผน – เรื่องเล่าเก่า ชนบทๆ

ไส้หาย – หลอนๆ งงๆ

2.the ghost redio เป็นรายการเหมือนกับ the shock ความน่ากลัวนี้พอๆกันเลย ใครที่เคยฟังจาก the shock หมดแล้ว ก็มาฟัง the ghost redio กันต่อ เรื่องลี้ลับสนุกๆมีเรื่องอะไรบ้างไปดูกันเลย

ประสบการณ์สยองขวัญ

บ้านเลี้ยงผี

เล่าโดย : คุณสมชาย

เป็นเรื่องราวที่คุณพ่อเล่าให้ฟัง เหตุการณ์เกิดขึ้นที่บ้านหลังหนึ่ง ในจังหวัดพิจิตร เมื่อประมาณสี่สิบปีที่ผ่านมา เรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัยที่คุณสมชายยังไม่เกิด คุณพ่ออาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งกับคุณปู่และคุณย่า

ช่วงเย็นของวันหนึ่ง บ้านที่อยู่ในระแวกเดียวกันนั้น ได้จัดงานบุญขึ้นที่บ้าน ซึ่งชาวบ้านเล่ากันว่า บ้านหลังนี้เลี้ยงผีอยู่ในบ้านด้วย แต่มันเป็นแค่เรื่องเล่าปากต่อปากของชาวบ้าน ยังไม่เคยมีใครได้พบเห็น จึงไม่ค่อยเป็นที่หวาดกลัวกันเท่าไหร่นัก

จนเข้าช่วงหัวค่ำ มีชาวบ้านไปร่วมงานมากมาย แต่มักจะเกิดเรื่องแปลกๆขึ้นอยู่ตลอดเวลา เช่น อยู่ๆไฟในงานก็ดับ แล้วก็ติดขึ้นมาเอง เสียงเพลงติดๆดับๆ อยู่เป็นระยะๆ และมีอยู่ช่วงหนึ่ง แม่ครัวเห็นเข้ากับดวงตาสีแดงๆ สว่างวาบอยู่ในป่าหลังบ้าน และได้ยินเสียงผู้หญิงแก่ๆ พูดออกมาจากในป่าว่า “อยาก…อยาก…อยาก”

คุณปู่ซึ่งนั่งอยู่ในงานด้วย พูดกับคุณพ่อว่า “สงสัยเจ้าของบ้านยังไม่ได้เลี้ยงมันก่อน” สักพัก เจ้าของบ้านเดินหิ้วไก่เป็นๆ ที่ถูกมัดขามาสองตัว วางไว้ตรงลานข้างบ้าน แล้วจุดธูปปักลงบนดิน ปรากฏว่าไก่ดิ้นไปมาสักพัก แล้วก็นอนแน่นิ่งขาดใจตาย หลังจากนั้น งานก็เป็นปกติดีทุกอย่าง สร้างความแปลกใจให้แก่ผู้ร่วมงานอย่างมาก

บ้านหลังนี้จะมีลูกสาวอยู่สามคน สวยสะโอดสะองทุกคน มักจะมีเด็กต่างหมู่บ้านคอยแวะเวียนมากจีบอยู่ทุกวัน รวมถึงพ่อของคุณสมชายด้วย คุณปู่ก็พูดกับพวกเด็กๆที่มาจีบลูกสาวของบ้านหลังนั้นว่า “พวกเอ็งไปจีบลูกสาวบ้านนั้น ไม่กลัวไส้หายบ้างเหรอวะ”

ทุกคนก็ไปนั่งจีบอยู่หลายคืน แต่ก็ไม่เห็นอะไรที่มันผิดปกติ คุณปู่จึงบอกว่า “ถ้าพวกเอ็งไม่เชื่อนะ ไปเอาใบตองของบ้านหลังนั้นมา เอาเป็นยอดอ่อนๆนะ” ตกอีกวันหนึ่ง เด็กกลุ่มนั้นก็แอบไปตัดใบอ่อนของต้นกล้วย ที่ปลูกอยู่หลังบ้านมาให้คุณปู่

คุณปู่ก็เขียนอักขระอะไรสักอย่างลงในใบตอง แล้วบอกว่า “คืนนี้ตอนที่นั่งคุย ให้นั่งบนไม้กระดานแผ่นเดียวกัน แล้วเอาใบตองนั่งรองทับ” ทุกคนจึงลองทำตามวิธีของคุณปู่ดู

ปรากฏว่าเด็กพวกนั้นกระโดดลงจากบ้านกันแทบไม่ทัน เพราะในตอนที่นั่งคุยกับลูกสาวของบ้านหลังนั้นอยู่ มีผู้หญิงแก่ๆ อายุประมาณร้อยกว่าปี หน้าเหี่ยวย่นจนปากย้วยลงมาถึงคาง หนังตาห้อยลงมาปิดลูกกะตาจนมิด ผมบนหัวแทบจะไม่เหลือซักเส้น นั่งเลียใบหน้าของผู้หญิงทั้งสามคน สลับกันไปมา คุณปู่บอกว่า ผีตนนั้นมันจะมาเลียหน้าอยู่ทุกวัน เพื่อให้หน้าตาสระสวยอยู่ตลอดเวลา

ถ้าหนุ่มคนไหนหลงเข้าไปแต่งเป็นเขยของบ้านหลังนั้น ไม่เกินคืนวันแต่ง เครื่องในคงไม่เหลือ มันจะล้วงกินทางปาก แล้วมันจะเอาอย่างอื่นยัดเข้าไปในร่างแทน ให้เหมือนกับว่ายังมีชีวิตอยู่ แต่ก็คงอยู่ได้อีกไม่นาน

มีอยู่วันหนึ่ง เวลาประมาณสามทุ่มกว่าๆ คุณพ่อของคุณสมชาย เดินถือคบเพลิงหากบอยู่ตามทุ่มนา จนเผลอเข้าไปใกล้บ้านหลังนั้น แถวๆข้างบ้านจะมีต้นตาลอยู่สามต้น ปรากฏว่าคุณพ่อเห็นยอดของต้นตาล ค่อยๆโน้มตัวลงมาหาเรื่อยๆ

แต่สมัยนั่น คุณพ่อยังเป็นคนห้าวๆ จึงพูดออกมาว่า “เอ็งอยากหลอกก็หลอกไป ก็ได้แค่นั้นล่ะวะ จะมาทำอะไรข้าไม่ได้หรอก” แล้วคุณพ่อก็เดินอ้อมไปหากบอีกทางหนึ่ง อยู่ๆก็ได้ยินเสียงอะไรสักอย่าง “ตุบๆๆๆๆ” อยู่ข้างหลัง เสียงมันดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

คุณพ่อจึงหันไปมอง เห็นเป็นกระพ้อมใบ้ใหญ่ๆ กลิ่งตามมาข้างหลัง คุณพ่อก็ยืนมองนิ่งๆ กระพ้อมใบนั้นกลิ่งมาจนเกือบจะโดนเท้า แล้วมันก็กลิ่งกลับไปทางเดิม หายเข้าไปในความมืด คุณพ่อจึงเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้คุณปู่ฟัง คุณปู่บอกว่า ผีที่บ้านหลังนั้นเลี้ยงไว้มันจะหวงบ้านมาก ใครเข้าใกล้เป็นไม่ได้ และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

 

ประสบการณ์สยองขวัญ

ยันต์แดง

เล่าโดย : คุณอั้ม

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นที่บ้านหลังหนึ่ง ในจังหวัดนนทบุรี เมื่อสิบปีที่ผ่านมา คุณอั้มย้ายมาอยู่ที่อำเภอไทรน้อยตั้งแต่ยังเด็ก บ้านของคุณอั้มจะอยู่แถวๆปากซอย แถวที่คุณอั้มอยู่ จะมีทาวน์เฮ้าส์ใหม่ๆผุดขึ้นอยู่หลายหลัง แถวกลางซอยแต่เดิม มีทาวน์เฮ้าส์เก่าๆอยู่หลายหลัง แต่ก็ได้รับการบูรณะใหม่ทุกหลัง

แต่ท้ายซอยจะมีบ้านสองชั้นอยู่หลังหนึ่ง ซึ่งเก่าและทรุดโทรมมาก ก็เป็นเรื่องที่แปลก ที่ไม่มีบ้านหรือทาวน์เฮ้าส์หลังไหน กล้าปลูกติดกับบ้านหลังนี้ แต่จะขยับออกไปปลูกกันห่างๆ บ้านหลังนี้ร้างมาตั้งแต่ที่คุณอั้มย้ายเข้ามาอยู่ ผ่านมาไม่กี่เดือน ก็ได้มีคนเข้ามาบำรุงใหม่ ซึ่งก็น่าจะเป็นเจ้าของ แล้วแขวนป้ายให้เช่า ไม่นานก็มีคนมาเช่าอยู่ เป็นร่างทรง

คุณอั้มมักจะชอบปั่นจักรยานไปเล่นแถวๆท้ายซอยอยู่บ่อยๆ จะเห็นพวกตุ๊กตา พวกของบูชาอยู่เยอะมาก จนล้นออกมาหน้าบ้าน และจะมีควันธูปลอยโขมงอยู่ตลอดเวลา ร่างทรงเช่าอยู่ที่บ้านหลังนี้เกือบสิบปี แล้วก็ได้ย้ายออก ไม่กี่วันต่อมา ก็มีคนใหม่เข้ามาเช่าอยู่

แต่ก็อยู่ได้แค่สองวัน คุณอั้มได้ยินชาวบ้านแถวๆนั้นพูดกันว่า คนที่มาเช่าอยู่ใหม่ รีบขนของย้ายออกกลางดึกทันที แต่ทุกคนก็ไม่ทราบเหตุผลว่าเป็นเพราะอะไร หลังจากนั้นประมาณหนึ่งเดือน ก็มีน้าของเพื่อนคุณอั้ม ย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านหลังนี้

ช่วงแรกๆ ตอนที่น้าย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ๆ น้าเป็นคนปกติดีทุกอย่าง แต่หลังจากที่อาศัยอยู่ที่นี่ได้สองเดือน ก็เริ่มกลายเป็นคนเพ้อ มักจะบอกว่า เค้ามีแฟนและลูก อยู่ในบ้านหลังนี้ด้วย ทั้งๆที่น้าอยู่ที่นี่แค่คนเดียว

วันนั้น คุณอั้มได้ขอคุณแม่ว่า จะไปนอนที่บ้านน้าของเพื่อน ที่อยู่ท้ายซอย เพราะจะได้แอบไปสูบบุหรี่ด้วย จึงเดินถือหมอนไปที่ท้ายซอยกับเพื่อนสองคน พอไปถึงบ้านน้า คุณอั้มกับเพื่อนก็คุยเล่นกันปกติ จนเวลาย่างเข้าตีหนึ่ง ก็ขึ้นไปนอนกันที่ชั้นบน ส่วนน้าจะนอนที่ชั้นล่างอยู่แล้ว

ในห้องชั้นสองไม่ได้มีข้าวของอะไรมากนัก มีเพียงแค่เตียงนอนที่อยู่ขวามือ โต๊ะเครื่องแป้งอยู่ถัดจากเตียงนอน ตู้เสื้อผ้าจะอยู่ตรงปลายเตียง ส่วนห้องน้ำจะอยู่หลังห้อง ตรงข้ามกับประตูทางเข้าพอดี

คุณอั้มนอนไปได้สักพัก เริ่มได้ยินเสียงพัดลมตั้งพื้นดัง “แกร็กๆๆๆ” ทั้งๆที่ตอนแรกมันก็ไม่ได้มีเสียงอะไร จนเพื่อนที่นอนข้างๆสะกิด แล้วบอกว่า “พัดลมดังอ่ะ” คุณอั้มรู้ว่าเพื่อนกลัว เพราะปกติเพื่อนคนนี้จะเป็นคนกลัวผีมาก

คุณอั้มจึงลุกไปปิด มันจะไม่ได้ส่งเสียงดังน่ารำคาญอีก สักพักใหญ่ๆ คุณอั้มรู้สึกตัวตื่น เพราะเพื่อนสะกิดที่หลัง ด้วยอารมณ์ที่ง่วงนอนปนโมโห จึงลุกขึ้นมาถามเพื่อนว่า “เป็นอะไรเนี่ย” ก็เห็นเพื่อนนอนหลับตาปี๋ แล้วชี้ไปทางปลายเตียง

ปรากฏว่ามีเด็กผู้หญิง นั่งหันหลังอยู่ที่ปลายเตียง อายุรุ่นๆอนุบาลสาม ผมยาวถึงกลางหลัง ใส่ชุดราตรี นั่งแกว่งหัวโยกตัวไปมา จากคนที่ไม่กลัวผี คุณอั้มเริ่มคิดว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันคืออะไร ความกลัวเล็กๆเริ่มผุดขึ้นในตัว คุณอั้มหลับตาลง คิดในใจว่า ถ้าลืมตาขึ้นมาแล้วไม่เห็น แสดงว่าตาฝาด

ครู่เดียว คุณอั้มค่อยๆลืมตาขึ้นมา เด็กผู้หญิงคนนั้นก็หายไป ที่ปลายเตียงมีเพียงแค่ตู้เสื้อผ้าหลังเก่าๆ จึงรู้สึกใจโล่งขึ้นมาทันที แต่อยู่ๆ ประตูห้องมันกลับเปิดออกเอง แล้วค่อยๆอ้าออกอย่างช้าๆ “แอ๊ดดดดดดด”

คุณอั้มรู้สึกขนลุกตั้ง ทั้งๆที่ตนเองเป็นคนล็อกมันกับมือก่อนนอนแล้วแท้ๆ ต้องมีคนเปิดมันจากด้านในเท่านั้น แต่คุณอั้มไม่ทันที่จะได้คิดอะไรต่อ ประตูห้องน้ำก็ค่อยๆอ้าออก คุณอั้มรีบหัวควับไปมองทันที

ปรากฏว่าเห็นเด็กผู้หญิง คนที่นั่งอยู่ปลายเตียงเมื่อครู่ ไปนอนคว่ำหน้าอยู่กลางห้องน้ำ คุณอั้มตกใจจนตัวเกร็ง รีบหลับตาลง ความกลัวเริ่มแผ่กระจายจนทั่วร่างกาย นึกใจในว่า “ไม่ใช่ๆ เราไม่ใช่คนกลัวผี มันต้องไม่ใช่” แล้วค่อยๆลืมตาขึ้นดูอีกที ก็เห็นประตูห้องน้ำปิดอยู่ในสภาพเดิม

คุณอั้มคิดในใจว่า มันคืนอะไรกันแน่ ตาฝาดไปเองหรือเห็นภาพหลอน คุณอั้มรีบปลุกเพื่อนที่นอนอยู่ข้างตัวให้ลุกขึ้นมาก่อน “ฟ้า ตื่นๆๆๆ” เพื่อนก็ลืมตาขึ้นมามองหน้าคุณอั้ม แต่ยังไม่ทันที่คุณอั้มจะได้พูดอะไร เพื่อนก็ชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า “ไม่ต้องเล่า เห็นทุกอย่างแล้ว”

คืนนั้น คุณอั้มกับเพื่อนตัดสินใจวิ่งลงไปข้างล่าง แยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน รุ่งเช้าจึงมานั่งเล่ากันว่าต่างคนต่างเจออะไรกันบ้าง คุณนัทเล่าไปถึงตอนที่เห็นเด็กนั่งอยู่ปลายเตียง แล้วพยายามหลับตาลง พอลืมตาขึ้นมา ก็ไม่เห็นเด็กคนนั้นแล้ว คิดว่าคงจะตาฝาดไปเอง

แต่เพื่อนกลับบอกว่า ความจริงเด็กมันไม่ได้หายไปไหน แต่มันลุกเดินไปเปิดประตูห้อง แล้วเดินกลับมาเปิดประตูห้องน้ำ แล้วเดินหายเข้าไปในตู้เสื้อผ้า เหตุการณ์มันเกิดขึ้นเร็วมาก เพราะเด็กคนนั้นกึ่งวิ่งกึ่งเดิน อยู่ในอาการลุกลี้ลุกลน เหมือนกำลังหนีอะไรบางอย่าง

ช่วงเย็น เวลาประมาณหกโมง คุณอั้มและเพื่อนจึงเดินไปเล่าเรื่องนี้ให้น้าฟัง แต่น้ากลับไม่เชื่อ ทุกคนจึงเดินขึ้นไปดูกันที่บนห้อง คุณอั้มเดินนำหน้าขึ้นไปบนชั้นสอง เปิดสวิทช์ไฟที่อยู่แถวๆหัวบันได หลอดนีออนกระพริบอยู่สองสามที แล้วก็ดับพรึบ

แต่ทุกคนก็ไม่ได้สนใจมันมากนัก แล้วเดินเข้าไปในห้อง จังหวะที่เปิดประตูเข้าไป กลิ่นอับๆ พุ่งปะทะจมูกของคุณอั้ม จนต้องรีบเอามือปิดจมูก สภาพของห้องต่างจากเมื่อคืนอย่างลิบลับ พื้นไม้มีฝุ่นเกาะอยู่หนาเตาะ เตียงนอนมีแต่ฝุ่นจับอยู่เต็มผ้าปูเตียง ตู้เสื้อผ้าเก่าจนแทบจะหักพับลงมาได้ทุกเมื่อ กระจกหน้าโต๊ะเครื่องแป้งมีแต่คราบฝ้าสีขาวๆจับอยู่ทั่วทั้งบาน

คุณอั้มหัวใจเต้นแรงจนมันแทบจะทะลุออกมาจากอก คิดอยู่ในใจว่า นี่เมื่อคืนเรานอนอยู่ในห้องนี้เหรอ หันไปมองหน้าเพื่อน เห็นเพื่อนทำหน้าจะร้องไห้ คุณอั้มถามน้าว่า “น้า ทำไมห้องนี้มันถึงได้เก่าแบบนี้อ่ะ” น้าตอบกลับมาว่า “ก็ตั้งแต่ที่มาอยู่ ยังไม่เคยขึ้นมาเหยียบข้างบนนี้เลย รู้สึกไม่ชอบข้างบนนี้”

คุณอั้มเหลือบไปมองที่ประตูห้องน้ำ ก็พบว่ามันถูกล็อกไว้ด้วยแม่กุญแจเก่าๆจากด้านนอก และมียันต์สีแดงเก่าๆ แผ่นประมาณเท่าฝ่ามือ แปะอยู่กลางประตูห้องน้ำ ถึงแม้ว่าคุณอั้มจะกลัว แต่มีความรู้สึกว่า ต้องรู้ให้ได้ว่าในห้องนั้นมันมีอะไร

จึงขอทุบแม่กุญแจที่ล็อกประตูห้องน้ำไว้ น้าก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร คุณอั้มเอาค้อนหวดจนที่ล็อกแม่กุญแจหลุดกระเด็น จับบานประตูเตรียมจะเปิด อยู่ๆก็รู้สึกถึงความกลัวในอะไรบางอย่าง ในใจคิดว่า ถ้าเปิดออกมาแล้วเจอศพเด็ก จะทำยังไง

คุณอั้มรวบรวมสติ ค่อยๆผลักประตูช้าๆ สภาพห้องน้ำค่อนข้างเก่ามาก มีหยากไย่และเชื้อราดำๆ เกาะอยู่เต็มฝ้าและผนัง มีกระถางธูปสีน้ำเงินเก่าๆ มีธูปที่เหลือแต่ก้าน ปักอยู่หนึ่งดอก วางอยู่กลางห้องน้ำ ข้างๆกระถางธูปมีจานใส่กับข้าวขึ้นราดำๆอยู่หนึ่งจาน มีชุดราตรีสีขาวเก่าๆของเด็กผู้หญิง แขวนอยู่ตรงราวแขวนผ้าขนหนู มีตุ๊กตาเกือบๆร้อยตัว ทั้งตัวเล็กและตัวใหญ่ กองอยู่ทางผนังฝั่งชักโครก

คุณอั้มเห็นแบบนั้นก็ผงะถอยหลัง รีบปิดประตูทันที น้าที่ยืนอยู่ข้างๆ ทำสีหน้าหวาดกลัวไม่ต่างจากคุณอั้ม ส่วนเพื่อนรีบเดินจ้ำออกจากห้อง ไม่พูดไม่จาสักคำ คุณอั้มอยากจะเดินตามหลังเพื่อนออกจากห้องจนใจจะขาด ติดที่ว่าขาทั้งสองข้างมันตายสนิท

มาขยับได้ก็ตอนที่ได้ยินเสียงน้าพูดว่า “ลงไปข้างล่างกันดีกว่า” คุณอ้ำจึงเดินลิ่วออกจากห้องก่อน แล้วน้าก็เดินตามหลังมาติดๆ ระหว่างที่กำลังเดินลงบันได หูก็แว่วได้ยินเสียงเหมือนเด็กกำลังฮำเพลง ออกมาจากในห้องน้ำ “ฮื้มมม..ฮืมมม..ฮื่มมมมม” ทำให้คุณอั้มเสียวสันหลังวาบ ความคิดที่ว่าตนเองเป็นคนไม่ค่อยกลัวผี บัดนี้รู้ซึ้งแล้วว่า ตัวเองเป็นคนที่กลัวผีมากๆ

หลังจากนั้น คุณอั้มขอให้น้าย้ายออกจากที่นี่ แต่น้ากลับบอกว่าย้ายออกไม่ได้ เพราะน้าทิ้งลูกทิ้งเมียไว้ที่นี่ไม่ได้ ทำให้คุณอั้มเริ่มระแวงว่า ลูกเมียที่น้าพูดถึงอยู่บ่อยๆ เป็นใครกันแน่ จนต้องมีญาติมาบังคับให้ย้ายออก น้าถึงจะยอมย้าย

คุณอั้มพยายามถามประวัติของบ้านหลังนั้น จากคนที่อยู่ในซอยเดียวกัน แต่กลับไม่มีใครรู้อะไรเกี่ยวกับบ้านหลังนี้เลย ปัจจุบันคุณอั้มกลายเป็นคนขี้หวาดระแวง ตั้งแต่ที่เปิดเข้าไปในห้องน้ำห้องนั้น และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

 

ประสบการณ์สยองขวัญ

ต้องหนีมาอยู่กรุงเทพ

เล่าโดย : คุณโมท

เป็นเรื่องราวที่คุณพ่อเล่าให้ฟัง เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อสามสิบปีที่แล้ว ตอนนั้นคุณโมทเพิ่งจะอายุได้ประมาณหกเดือน คุณพ่อเป็นคนจังหวัดนครพนม  แต่คุณแม่เป็นคนอุบลราชธานี

ปกติแล้วคุณพ่อคุณแม่จะอาศัยอยู่กับทางบ้านคุณแม่ พอมีลูกด้วยกัน ทางบ้านก็ให้แยกกันอยู่ ครั้นจะไปอยู่กับทางบ้านของพ่อก็ไม่ได้ เพราะทางนั้นก็มีญาติพี่น้องเยอะเช่นกัน คุณตาก็เลยบอกให้ไปอยู่ที่นา

ซึ่งห่างจากหมู่บ้านไม่ไกล จะมีเถียงนาโล่งๆ ที่พอจะสร้างที่พักได้ คุณพ่อกับคุณตาช่วยกันสร้างกระท่อมเล็กๆขึ้นมาหลังหนึ่ง เสร็จแล้วก็พาคุณแม่กับคุณโมท ที่ตอนนั้นยังอายุได้ไม่ถึงปีเข้าไปอยู่

คุณพ่อซึ่งเป็นคนต่างถิ่น ไม่รู้จักกับใครเลย แต่มีผู้ชายอยู่หนึ่งคน รู้จักกันตอนที่กำลังทำบ้าน เป็นเขยต่างถิ่นเหมือนกัน จึงสนิทกันได้เร็ว คุณพ่อชื่อว่าพล ส่วนผู้ชายที่เป็นเขยบ้านอื่นก็ชื่อว่าพลเหมือนกัน

เป็นคนร่างใหญ่ ใหญ่กว่าคุณพ่อมาก ไม่ค่อยชอบสวมใส่เสื้อ เนื้อตัวจะเหม็นสาบ เพราะไม่ค่อยอาบน้ำ เป็นคนชอบลุยๆ ตกเย็นมักจะชอบมานั่งดื่มกับคุณพ่อ ตอนกลางคืนจะชอบชวนออกไปหาจับกบ

ทางบ้านของคุณพลก็มีลูกอ่อนเหมือนกัน แต่ตกเย็น ภรรยาจะเอาลูกเข้าไปนอนในหมู่บ้าน ส่วนคุณพลจะนอนที่บ้านนาคนเดียว เถียงนาของคุณพลจะอยู่ห่างจากของคุณพ่อประมาณสามร้อยกว่าเมตร

ช่วงเย็นของวันนึง คุณพ่อนั่งตกปลาอยู่ในบ่อข้างๆเถียงนา เหลือบมองไปเห็นคุณพลยืนมองอยู่บนคันนา ลักษณะยืนมองมานิ่งๆ คุณพ่อก็เลยตะโกนถามออกไปว่า “ทำอะไร” คุณพลไม่ได้ตอบอะไร แต่กวักมือเรียกให้เข้าไปหา แล้วเดินเข้าไปในเถียงนาของตัวเอง

เถียงนาของคุณพลจะดูทึบๆ เพราะปลูกต้นไม้ไว้ลอมรอบ จนมันแผ่กิ่งก้านดูรกครึ้มไปทั่วบริเวณ คุณพ่อเดินตรงเข้าไป คิดว่าคุณพลน่าจะให้ไปช่วยผ่าฟืนเหมือนทุกครั้ง

เมื่อคุณพ่อเดินเข้าไปถึง สิ่งแรกที่เห็นคือ ภรรยาของคุณพลนอนคว่ำหน้าอยู่ใกล้ๆตัวบ้าน มีเลือดนองอยู่บนพื้นตรงบริเวณศีรษะ คุณพ่อรีบวิ่งเข้าไปจับร่างพลิกขึ้นมา เห็นว่าศีรษะมีรอยเหมือนโดนทุบด้วยของแข็ง

คุณพ่อตกใจ รีบเขย่าตัวให้ได้สติ แต่ก็เหมือนจะได้ผล ภรรยาของคุณพลลืมตาขึ้นมามอง จากสีหน้าสะลึมสะลือกลายเป็นสีหน้าตกใจ ร้องบอกคุณพ่อว่า “ช่วยผัวชั้นด้วยๆ” คุณพ่อรีบถามว่า “มันอยู่ไหน” ภรรยาของคุณพลชี้มือไปที่คอกวัว ที่อยู่เลยหลังบ้านไปไม่ไกล

คุณพ่อรีบวิ่งตรงไปที่คอกวัว ระยะห่างประมาณสิบก้าว เห็นเท้าคนโผล่ออกมาจากคอกวัว ทำให้คุณพ่อเริ่มใจไม่ดี รีบเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเท่าตัว ปรากฏว่าเห็นแค่ส่วนเท้าโผล่ออกมา ส่วนช่วงลำตัวและศีรษะถูกขี้วัวทับถมอยู่

หลังจากตำรวจเข้ามาถึง สภาพศพถูกจอบสับที่ศีรษะและลำตัวหลายแผล ผู้เป็นภรรยาเล่าว่า ตนเองกำลังทำกับข้าวอยู่บนบ้าน สักพักก็ได้ยินเสียงสามีร้องเสียงดังลั่น จึงรีบวิ่งออกมาดู

ปรากฏว่าเห็นสามีนอนคว่ำหน้าอยู่ ด้านข้างมีผู้ชายร่างเล็กๆผอมๆ ยืนถือจอบเตรียมจะฟาดซ้ำลงไปอีกครั้ง ตนจึงรีบวิ่งเข้าไปห้าม จนโดนผู้ชายคนนั้นเอาจอบตีเข้าที่ศีรษะจนสลบไป

จากการสืบสวนได้ความว่า ผู้ที่ลงมือฆ่า เป็นคนบ้าในหมู่บ้าน ลงมือทำเพราะความกลัว สาเหตุมาจากที่ชาวบ้านมักจะชอบพูดหยอกอยู่บ่อยๆว่า “เดี๋ยวจะเรียกไอ่พลมาจัดการนะ , เดี๋ยวจะให้มันมาฆ่านะ”

เพราะคุณพลเป็นคนร่างใหญ่กำยำที่สุดในหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงใช้ชื่อคุณพลมาหยอก ในเวลาที่คนบ้าเดินเข้าไปหา เพื่อให้เกิดความกลัว จะได้เดินหนีไปที่อื่น ตอนนั้นมันประจวบเหมาะพอดี ที่คนบ้าเดินมาเห็นคุณพลกำลังนั่งหันหลังให้ จึงลงมือทันที

ศพของคุณพลถูกตั้งสวดที่เถียงนาหนึ่งคืน เพราะในหมู่บ้านไม่มีวัด และชาวบ้านไม่ให้นำศพตายโหงเข้าหมู่บ้าน คุณพ่อไปอยู่ช่วยงานศพทั้งวัน กลับมาถึงบ้านประมาณสองทุ่ม เตรียมตัวจะออกไปจับกบเหมือนเช่นทุกวัน แต่ในใจก็นึกหวั่นๆ กลัวว่าเพื่อนสนิทจะมาช่วยจับกบเหมือนคืนก่อนๆ แต่ก็ต้องทำ เพราะไม่มีเงินไปซื้อกับข้าวมาให้ครอบครัว

คุณพ่อคาดไฟฉายไว้ที่หน้าผาก เดินเลาะไปตามคันนา คอยสอดส่องหากบที่มักจะชอบแอบอยู่ตามซอกใต้โพงหญ้า จนเดินไปถึงปลายทุ่งนาแถวๆตีนเขา จมูกกลับได้กลิ่นที่คุ้ยเคยเหมือนทุกๆคืน

นั่นก็คือกลิ่นเหม็นสาบ ที่มักจะออกมาจากตัวของคุณพล คุณพ่อรู้สึกขนลุกตั้ง ในใจคิดว่าจะใช่มันจริงๆหรือเปล่า หรืออุปทานไปเอง แม้ว่าจะรู้สึกกลัวมาก แต่ก็กลัวลูกเมียไม่มีอะไรกินมากกว่า

พยายามข่มความกลัว ส่องไฟหากบอยู่ในทุ่มนามืดๆคนเดียว สักพัก คุณพ่อได้ยินเสียงเหมือนฝีเท้าคนเดินอยู่ข้างหลัง “สวบ..สวบ..สวบ” พร้อมๆกับกลิ่นสาบที่รุนแรงยิ่งขึ้น

คุณพ่อรีบหันควับไปดูทันที ถึงแม้ว่าจะเป็นคืนเดือนมืด แต่มันก็ยังพอมีแสงจันทร์ส่องลงมาบางๆ ปรากฏว่าเห็นลุงพลยืนนิ่งอยู่ในความมืด ไม่ใส่เสื้อ สะพายข้องจับกบ ในมือถือฉมวก เตรียมพร้อมจะช่วยจับกบเต็มที่ ห่างจากคุณพ่อประมาณสิบเมตร

ถึงแม้ว่าจะข่มความกลัวเอาไว้ได้มากแค่ไหน แต่ภาพที่เห็นทำให้คุณพ่อตกใจสุดขีด รู้สึกได้เลยว่าผมบนหัวมันกำลังชี้ตั้งขึ้น คุณพ่อรีบกระโดดลงไปในทุ่งนา วิ่งฝ่าต้นข้าวที่ยืนลำต้นสูงเท่าหัว ตรงดิ่งไปทางบ้านของตนเอง

ในจังหวะนั้น หูได้ยินเสียงเหมือนคนวิ่งตามหลังมาติดๆ “สวบๆๆๆ” คุณพ่อรีบหันกลับไปมองด้วยความตื่นตระหนก ภาพที่เห็นทำให้คุณพ่อแทบสติแตก ร่างกำยำดำทมึนวิ่งฝ่าดงข้าวตามหลังคุณพ่อมาติดๆ จนสัมผัสได้ถึงกลิ่นสาบที่เหม็นชวนให้ฉุนจมูก

คุณพ่อร้องโวยวายลั่นทุ่งนา วิ่งสะเปะสะปะจนเกือบจะสะดุดคันนาล้มหน้าทิ่ม โยนของทุกอย่างบนตัวทิ้ง จนมาถึงเถียงนาที่บ้าน จังหวะนั้นเอง คุณพ่อรู้สึกเย็นวูบขึ้นที่สันหลัง เหมือนมีอะไรสักอย่าง เปียกๆเย็นๆ สัมผัสโดนที่ท้ายทอย

คุณพ่อไม่กล้าหันกลับไปมอง กลัวว่าจะเจอภาพที่มันรับไม่ได้ยิ่งกว่านี้ รีบกระโดดขึ้นบ้าน วิ่งเข้าไปนอนตัวสั่นอยู่ในมุ้ง คุณแม่ก็นอนกอดลูกอยู่ข้างๆ โดยที่ไม่ได้ถามอะไร เพราะเหมือนว่าจะรู้อยู่แล้ว ว่าคุณพ่อไปเจอเข้ากับอะไรมา

เช้าวันต่อมา ได้มีการย้ายศพไปที่ป้าช้า คุณพ่อได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้ชาวบ้านฟัง แต่กลับไม่มีใครเชื่อเลยสักคน ก่อนจะฝังศพ ได้มีการเปิดโลง เอาน้ำมะพร้าวล้างหน้าศพ แต่ทุกคนก็ต้องตกตะลึง เพราะเท้าของศพเต็มไปด้วยดินโคลน เหมือนกับว่าศพลงไปเดินลุยโคลนมายังไงยังงั้น

ปกติคุณพ่อจะนั่งดื่มเหล้าอยู่บนแคร่ไม้หน้าบ้านทุกเย็น แต่วันนี้คุณพ่อไม่กล้านั่งอยู่คนเดียว ขึ้นไปนอนกับคุณแม่ตั้งแต่หัวค่ำ จนเวลาประมาณสี่ทุ่ม คุณพ่อได้ยินเสียงใครสักคน มายืนเรียกอยู่ที่หน้าเถียงนา “ไอ่พล…ไอ่พลโว้ย…ไปยังอะ”

คุณพ่อได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจกลัว ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง นอนตัวสั่นเหมือนคนจับไข้ พยายามข่มตาหลับให้ได้ แต่เสียงที่ได้ยินมันทำให้คุณพ่อหลอนจนตาค้าง เสียงเรียกมันอยู่แถวๆหน้าเถียงนา แต่บางครั้งเสียงมันก็มาอยู่ที่หน้าบ้าน สลับกันไปมา

คุณพ่อเริ่มทนไม่ไหว คว้าขวดเหล้าข้างตัวขึ้นมายกดื่ม เพื่อให้เหล้าเป็นตัวช่วยกล่อมให้หลับ เป็นแบบนี้อยู่สองคืน พอวันที่สาม คุณแม่บอกกับคุณพ่อว่าทนไม่ไหวแล้ว อยากจะขอเอาลูกเข้าไปนอนในหมู่บ้าน

ถึงแม้ว่าคุณพ่อจะกลัวมาก แต่ก็จำเป็นต้องให้ไป เพราะลูกยังเล็กอยู่ ส่วนคุณพ่อจะต้องนอนเฝ้าที่เถียงนา ถ้าไม่เช่นนั้น พวกเป็ดไก่วัวที่เลี้ยงไว้คงไม่เหลือ ช่วงเย็นของวันนั้น หลังจากที่คุณพ่อทานข้าวเสร็จ ก็รีบยกเหล้าขึ้นกระดกทันที จนพระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า คุณพ่อหิ้วขวดเหล้าขึ้นไปบนบ้าน จุดตะเกียงนั่งดื่มเหล้าต่อ ให้มันเมาหลับให้ได้

คุณพ่อมารู้สึกตัวตื่นประมาณหกโมงเช้า เพราะแสงแดดมันเริ่มแยงตา หัวหมุนติ้วเพราะพิษของสุราที่ดื่มเข้าไปเยอะจัด คุณพ่อมองไปรอบๆตัว ก็ต้องรู้สึกตาสว่างขึ้นมาทันที เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความกลัว พบว่าตอนนี้ตัวเองนอนอยู่บนแคร่ไม้หน้าบ้าน ข้างตัวมีขวดเหล้าอยู่หนึ่งขวด พร้อมแก้วเหล้าสองใบ คุณพ่อนั่งช็อคอยู่สักพักใหญ่ๆ สติถึงจะกลับมาเหมือนเดิม

คืนต่อมาคุณพ่อตัดสินใจไม่ดื่มเหล้า ทานข้าวเสร็จก็รีบขึ้นบ้านนอนทันที เปิดวิทยุกล่อมให้มันง่วง จนเวลาย่างเข้าช่วงดึกก็ปิดวิทยุนอน จังหวะที่กำลังเคลิ้มๆ หูได้ยินเสียงคนเดินมาตั้งแต่ไกล “แกร่บ..แกร่บ..แกร่บ” มาหยุดอยู่ที่ใต้ถุนบ้าน

สักพักใหญ่ๆต่อมา ได้ยินเสียง “แอ๊ด..แอ๊ด..แอ๊ด” เป็นเสียงที่คุณพ่อคุ้นหูมาก เพราะเสียงนี้จะได้ยินเฉพาะตอนที่นั่งเปลญวนใต้ถุนบ้าน คุณพ่อจึงตะโกนออกไปด้วยเสียงสั่นๆว่า “เฮ้ย ตายไปแล้วก็อยู่ใครอยู่มันสิวะ ข้ากลัวนะโว้ย”

สักพักเสียงเปลก็เงียบลง ทำให้คุณพ่อรู้สึกใจชื้นขึ้นมาก แต่ก็ต้องสะดุ้งจนตัวโก่ง เพราะได้ยินเสียงเรียกชื่ออยู่ใต้ถุนบ้าน “ไปมั้ย..ไอ่พล” คุณพ่อรีบคว้าขวดเหล้าข้างตัวขึ้นมากระดกทันที คิดว่าถ้าพรุ่งนี้มันยังมาอีก จะขอไปตายเอาดาบหน้าที่กรุงเทพดีกว่า

ช่วงเย็นของวันต่อมา หลังทานข้าวเสร็จ คุณพ่อรีบขึ้นไปนอนบนบ้านเหมือนเดิม พระอาทิตย์พึ่งจะลับขอบฟ้าได้ไม่นาน เสียงเดินของใครคนหนึ่ง ดังขึ้นตั้งแต่ที่หน้าเถียงนา จนมาถึงที่ใต้ถุนบ้าน

แล้วนั่งลงที่เปลญวนเหมือนเดิม “แอ๊ด..แอ๊ด..แอ๊ด” วันนี้คุณพ่อคิดว่าเป็นไงเป็นกัน ส่องลงไปดูใต้ถุนบ้าน ผ่านซี่ไม้กระดาน ปรากฏว่าเห็นลุงพล นอนหนุนมือตัวเองอยู่บนเปล แล้วจ้องขึ้นมามองคุณพ่อผ่านทางซี่ไม้กระดาน ตัวดำคล้ำกว่าปกติมาก เหมือนคนที่กรําแดดอยู่ทุกๆวัน หรือคล้ายๆกับผิวหนังที่ใกล้จะเน่าเต็มที ได้กลิ่นสาบรุนแรงลอยผ่านซี่ไม้กระดานขึ้นมา จนคุณพ่อต้องผงะลุกขึ้น แล้วกระโดดเข้าที่นอน

หูได้ยินเสียงของลุงพลตะโกนขึ้นมาว่า “ไอ้พล ข้าตายแล้ว เอ็งรังเกียจข้าเหรอ” พร้อมกับเสียงไกวเปลดัง “แอ๊ด..แอ๊ด..แอ๊ด” คุณพ่อเอาแต่นอนตัวสั่น พนมมือไหว้สวดมนต์อยู่ใต้ผ้าห่ม จนเสียงค่อยๆเงียบหายไป

สักพักใหญ่ๆ คุณพ่ออยากรู้ว่าคุณพลไปหรือยัง ก็เลยไปส่องดูที่เดิม ปรากฏว่าเห็นใบหน้าของลุงพล แนบติดกับพื้นไม้กระดานฝั่งใต้ถุนบ้าน ลูกกะตาสีขาวขุ่นๆ จ้องมองขึ้นมาหาคุณพ่อ เหมือนกับจะกินเลือดกินเนื้อกันให้ได้

คุณพ่อมารู้สึกตัวอีกทีประมาณสองโมงเช้า เพราะคุณแม่เข้ามาปลุก คุณพ่อมีอาการไข้ขึ้น จึงได้ให้คุณตาเอารถมารับเข้าหมู่บ้าน รักษาตัวอยู่ประมาณสองวัน จนอาการเริ่มดีขึ้น คุณพ่อกับคุณแม่เก็บเสื้อผ้าหนีเข้ากรุงเทพทันที และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

Leave a reply